เห็ดหลินจือแดง โดย หมอมวลชน

คืออะไร? มีเรื่องจริงบันทึกไว้ว่า เมื่อปี พ.ศ.2538 มีข่าวนายทหารไทยท่านหนึ่ง ป่วยเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่ กำลังรักษาตัวที่สหรัฐ หลังทำการผ่าตัดร่วมกับการใช้ยาเคมีบำบัดและฉายแสง อาการกลับทรุดหนักลง เมื่อได้รับประทานยาต้มเห็ดหลินจือของโครงการส่วนพระองค์ สวนจิตรลดา อาการกลับดีขึ้นโดยลำดับ จนหายเป็นปกติ ข่าวนี้จุดประกายความสนใจในหมู่ประชาชนและผู้ป่วยมะเร็งนับแต่นั้นมา

เห็ดหลินจือ เป็นเห็ดที่มีตำนานเล่าขานและได้รับการยอมรับมานานกว่า 2000 ปี ในประเทศจีน นับตั้งแต่สมัยจักรพรรดิ์ฉินซีฮ่องเต้เป็นต้นมา มีชื่อเรียกได้หลายชื่อ เช่น เห็ดหมื่นปี เห็ดอมตะ เห็ดจวักงู เห็ดหิมะ เห็ดศักดิ์สิทธิ์ หรือเห็ดเคลือบแล็คเกอร์ เป็นต้น ในประเทศจีนเรียกเห็ดนี้ว่า Ling zhi ส่วนในญี่ปุ่นเรียกว่า Reishi เป็นเห็ดที่มีคุณค่าสูงและราคาแพง ในตำราสมุนไพรจีนหลายเล่มได้กล่าวยกย่องเห็ดหลินจือว่าเป็น “เทพเจ้าแห่งชีวิต” มีพลังมหัศจรรย์ใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ และยังรักษาโรคต่างๆ ได้มากมาย นอกจากสรรพคุณที่ดีแล้ว ยังปลอดภัยไม่มีพิษใดๆ ต่อร่างกาย จึงจัดได้ว่าดีที่สุดในหมู่สมุนไพรจีน

ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมาในหลายประเทศมีการนำเห็ดหลินจือมาใช้กับผู้ป่วยมะเร็ง และมีแนวโน้มจะใช้กันมากขึ้น ทั้งในเอเชีย เช่น จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น เกาหลี ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม กลุ่มสหภาพ ยุโรป รวมทั้งอเมริกา โดยมีข้อมูลของเห็ดหลินจือ เผยแพร่ไปทั่วโลกแล้วกว่า 200,000 เว็บไซท์

ในปี 2545 อย.ของจีน อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเห็ดหลินจือ เพื่อใช้ร่วมกับการฉายรังสีและเคมีบำบัด เนื่องจากผ่านการทดลองวิจัยทางคลินิกครบทุกขั้นตอน ตามมาตรฐานการแพทย์แผนปัจจุบัน โดยผู้ป่วยมะเร็งของจีนได้รับการรักษาด้วยหลินจือแล้วมากว่า 1 ล้านคน

การยกระดับเห็ดหลินจือจากที่เคยใช้เฉพาะบำรุงร่างกาย และจำกัดอยู่ในวงการแพทย์แผนโบราณ มาใช้ในผู้ป่วยมะเร็งโดยแพทย์แผนปัจจุบันก็เพราะไม่อาจปฎิเสธสรรพคุณที่มีอยู่จริง ในการต่อต้านมะเร็งของเห็ดหลินจือ

เดือนมีนาคม 2548 FDA สหรัฐ อนุญาตให้ขึ้นทะเบียนเห็ดหลินจือ อยู่ในรายการที่สามารถทำการวิจัยในผู้ป่วยมะเร็งได้

ปัจจุบันเห็ดหลินจือกำลังเป็นสมุนไพรที่มีชื่อเสียงและอยู่ในตำรับยาของสหรัฐและอีกหลายประเทศในยุโรป เป็นยาทางเลือกเพื่อรักษามะเร็ง ลดความดันโลหิตสูง ลดไขมัน ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า เนื่องจากสรรพคุณของเยอรมาเนียมที่เป็นส่วนประกอบสำคัญในเห็ดหลินจือ และจากคุณสมบัติทางเภสัชอันเนื่องมาจากสมุนไพรอื่นๆ อีกรวม 252 ชนิดประกอบกัน

ทำให้หลินจือเป็นที่ยอมรับว่าเป็น เห็ดมหัศจรรย์ (Miracle Mushroom) ที่กระทรวงสาธารณสุขประเทศญี่ปุ่น อนุญาตให้ใช้เป็นยาทางเลือกเพื่อรักษาโรคมะเร็ง

ในธรรมชาติพบเห็ดหลินจือได้ในป่าเขตอบอุ่นและเขตร้อน โดยมักขึ้นอยู่กับขอนไม้ที่ตายแล้ว เช่น ต้นคูณ ก้ามปู หางนกยูงฝรั่ง ยางพารา มะขาม หมาก เป็นเห็ดที่ใต้หมวกไม่มีครีบแต่มีรูเล็กเป็นจำนวนมาก ในรูเหล่านี้จะมีสปอร์ของเห็ดมากมาย เมื่อเกิดใหม่ดอกเห็ดจะมีลักษณะเป็นแท่ง จากยอดลงมาโคนเป็นสีขาว เหลือง และน้ำตาล ต่อมาส่วนบนจะเจริญแผ่กว้างออกมาเป็นหมวกมีลักษณะคล้ายพัด และอาจมีรูปร่างคล้ายถั่วแดง หรือไต ดอกเห็ดที่สมบูรณ์จะมีสีน้ำตาลแดง สีของหมวกจะมันวาวเหมือนทาแล็คเกอร์สีแดง หรือแดงอมน้ำตาล

 

ทำไมต้องเป็นเห็ดหลินจือแดง

เห็ดหลินจือมีขึ้นอยู่ในธรรมชาติถึง 113 สายพันธุ์ โดยมีที่ประเทศจีนมากที่สุดถึง 86 สายพันธุ์ พันธุ์ที่ได้รับความนิยมและมีสรรพคุณทางยาสูงสุดคือชนิด “กาโนเดอร์ม่า ลูซิดั้ม” (Ganoderma lucidum) หรือเห็ดหลินจือแดง หรือกล่าวได้ว่า เห็ดหลินจือแดงเป็นเห็ดที่จัดว่ามีคุณค่าสูงสุดในตระกูลเห็ดหลินจือทั้งหมด ปัจจุบันสามารถเพาะเลี้ยงได้ในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทย

 

สารสำคัญในเห็ดหลินจือแดง

เห็ดหลินจือได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์และแพทย์แผนปัจจุบันมากว่า 30 ปีแล้ว มีการทำวิจัยค้นคว้า และรายงานเอกสารทางวิชาการออกมากว่าร้อยฉบับ จากการตรวจสอบโครงสร้างทางเคมี พบว่าเห็ดหลินจือมีองค์ประกอบทางเคมีที่เป็นประโยชน์กว่า 150 ชนิด มีทั้งสารที่ให้คุณค่าทางโภชนาการสูง และสารที่มีสรรพคุณในการบำบัดรักษาโรคที่เรียกว่าสารออกฤทธิ์เช่น

 

1. โพลีแซคคาไรด์ (Polysaccharide) เป็นคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนที่ไม่ถูกย่อยในกระเพาะ ทำให้ผ่านเข้าไปดูดซึมที่ลำไส้เล็ก ซึ่งมีแมคโครเฟ็จรอรับอยู่ เป็นอาหารแก่เม็ดเลือดขาวหรือกระตุ้นให้แมคโครเฟ็จทำงานเข้มแข็ง มีบทบาทสำคัญในเรื่องกระตุ้นภูมิคุ้มกัน ประกอบด้วยสารสำคัญคือ

  • กาโนเดอแรนส์ (Ganoderans) ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด

  • สารกึ่งเซลลูโลส ช่วยลดการเกิดโรคมะเร็ง

  • เบต้าดีกลูแคน (Beta–D–Glucan) กระตุ้นการทำงานของเม็ดเลือดขาว ทำให้มีการเพิ่มของอิมมูโนโกลบูลิน อินเตอร์ลิวคิน และอินเตอร์เฟอรอน จึงเพิ่มประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันโรคในการต่อต้านมะเร็ง เชื้อไวรัส

คุณสมบัติที่ค้นพบของกลูแคน คือ ไปกระตุ้นหรือบำรุงเม็ดเลือดขาวตัวกลืนกินขนาดใหญ่ ที่เรียก แมคโครเฟ็จ หรือกรณีแมคโครเฟ็จอยู่ที่ผิวหนังก็เรียก แลงเกอร์ฮานส์เซลล์ (ตั้งชื่อตามผู้ค้นพบ) อันเป็นตัวที่กินและย่อยสิ่งแปลกปลอม พร้อมหลั่งสารเคมีไซโตไคน์ (cytokines) หลายชนิดเพื่อทำหน้าที่ภูมิคุ้มกัน ซึ่งก็คือ สรรพคุณต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เอดส์ งูสวัด เป็นต้น ตลอดจนเซลล์มะเร็ง

  • กลูแคนยังออกฤทธิ์ที่เซลล์แลงเกอร์ฮานส์ทำให้เซลล์แข็งแรง สร้างคอลลาเจน และกรดไฮอะลูโรนิค เพิ่มเซลล์ใหม่ ได้ผิวที่แข็งแรง

ปกติแมคโครเฟ็จจะแฝงตัวเงียบๆ อยู่ทั่วไป ต่อเมื่อถูกกระตุ้นจึงจะทำงาน โดยออกมากลืนกินสิ่งแปลกปลอม และผลิตโปรตีนชื่อ ไซโตไคน์ (cytokines) เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันเข้ามาช่วยต่อสู้อีกแรง

สิ่งที่ไปกระตุ้นแมคโครเฟ็จได้เท่าที่พบแล้ว คือ กลูแคน กับแร่ธาตุ เยอรมาเนียม

กลไกการกระตุ้นอธิบายว่าอาจเป็นเสมือน 1.ลูกกุญแจที่พอดีไขแม่กุญแจ คือ ตัวกระตุ้นมาประกบบนผิวของ แมคโครเฟ็จได้อย่างแนบสนิท 2.บางท่านสันนิษฐานว่าตัวกระตุ้นคงเป็นสารอาหารพิเศษ 3.หรือเป็นเหมือนรหัสคำสั่ง password ที่ทำให้เครื่องทำงาน

จะอธิบายอย่างไรก็ตาม ผลที่พิสูจน์ทราบก็คือ เมื่อมีกลูแคน หรือเยอรมาเนียม แมคโครเฟ็จจะทำงานอย่างแข็งขัน

มีงานวิจัยเพื่อติดตามการทำงานของกลูแคน โดยการใช้ C–13 ฉาบไปที่ผิวของกลูแคน พบว่ากลูแคนไม่ถูกย่อยด้วยกรด และน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ทำให้ผ่านสู่ลำไส้เล็ก ซึ่งมีแมคโครเฟ็จจำนวนมาก แมคโครเฟ็จจึงถูกกระตุ้นด้วยกลูแคนทันที แล้วผ่านต่อไปต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง ทำการสร้างสารไซโตไคน์ชนิดต่างๆ ได้แก่อินเตอร์ลิวคิน–1, อินเตอร์ลิวคิน–6 สารจีเอม–ซีเอสเอฟ (GM–CSF) และอินเตอร์เฟอรอน ซึ่งเป็นสารที่มีบทบาทสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านเซลล์มะเร็ง

(ส่วนพวกโมเลกุลเล็ก mono และ disaccharide เช่น กลูโคส ฟรักโตส กาแลคโตส จะถูกดูดซึมตั้งแต่ในปากถึงกระเพาะ จึงนำความรู้นี้ไปรักษาโรคอ้วน โดยงดน้ำตาลเชิงเดี่ยว เน้นการกินน้ำตาลเชิงซ้อน หรือโพลีแซคคาไรด์)

  • กลูแคนยังช่วยต้านอนุมูลอิสระจากรังสียูวี อีกด้วย

ช่วยการไหลเวียนเลือดสมบูรณ์ จึงถูกนำไปใช้ทำเครื่องสำอางทาให้หน้าเด้ง หน้าตึงได้นานกว่าครีมทั่วไป อีกทั้งมีความปลอดภัยสูง

ความปลอดภัยของกลูแคนในหลินจือนั้น มีการวิจัย พบว่า polysaccharide และสารอื่นๆ ในเห็ดหลินจือ ไม่ทำให้เซลล์ปกติกลายพันธุ์ และไม่เป็นสารก่อมะเร็ง และถ้าใช้เห็ดหลินจือร่วมกับวิตามินซี วันละ 6 – 12 กรัม จะทำให้กลุ่มโมเลกุลของโพลีแซคคาไรด์ในหลินจือมีขนาดสั้นลง ผลลดความหนืด ย่อยได้ง่ายขึ้น และยังช่วยลดอาการท้องเสียจากการใช้เห็ดหลินจือในระยะแรกๆ ด้วย

การที่สารโพลีแซคคาไรด์ในหลินจือไปกระตุ้นกระบวนการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน เป็นการกำจัดเซลล์มะเร็งทางอ้อม และเป็นการทำงานตามระบบภูมิคุ้มกันธรรมชาติ จึงไม่มีผลกระทบต่อการทำงานปกติของร่างกาย

องค์การอนามัยโลก จึงจัดให้หลินจืออยู่ในกลุ่มสารธรรมชาติ ที่ดัดแปลงเพื่อการตอบสนองในระบบภูมิคุ้มกัน มีชื่อย่อว่า บีอาร์เอ็ม (BRM – Biological Response Modifier)

 

2. ไตรเตอร์พีนอยด์ (Triterpenoid) หรือ Triterpene เป็นสารที่ทำให้เห็ดหลินจือมีรสขม เป็นกลุ่มของสารประกอบหลายชนิด ปัจจุบันพบสารในกลุ่มนี้ 119 ชนิด (Kim 1999) แต่ตัวที่สำคัญคือ กรดกาโนเดอริค (Ganoderic acid) ซึ่งมีสรรพคุณ ห้ามการทำงานของฮีสตามีน จึงลดอาการภูมิแพ้ โรคหืด โรคปอด

เป็นตัวให้ออกซิเจนในระดับเซลล์ และบำรุงตับ ทำให้เห็ดหลินจือได้อีกสมญาว่า เป็นผู้รักษาตับ ป้องกันไขมันพอกตับ (Fatty Liver)

สารนี้ยังมีฤทธิ์ต้านอักเสบ โดยการยับยั้งเอนไซม์ที่เป็นสาเหตุอักเสบชนิดหนึ่ง ยับยั้งการหลั่งของฮีสตามีน ซึ่งเป็นสารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาภูมิแพ้ มีการทดลองในหนู พบว่าลดการอักเสบได้ 47% หรือเท่ากับยาสเตียรอยด์ Hydrocortisone 5 มก. มีผลลดบวม ลดอาการปวดจากผลของคีโม, รังสี หรือตัวมะเร็งเอง

ขบวนการอักเสบ เป็นปฏิกิริยาของเนื้อเยื่อที่ทำให้มีอาการปวดบวม ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการทรมานในผู้ป่วยมะเร็ง ทั้งที่เกิดจากตัวมะเร็งเอง และภาวะแทรกซ้อน อันเกิดจากการผ่าตัด ฉายรังสี และเคมีบำบัด แต่เมื่อให้หลินจือร่วมด้วย มักไม่มีอาการเยื่อบุช่องปากอักเสบและไม่เป็นแผล ไม่ค่อยมีการอักเสบที่สำไส้ หรือบริเวณรอบรูทวาร จึงใช้หลินจือร่วมรักษามะเร็งได้เป็นอย่างดี

  • ลดความดันโลหิต และช่วยลดไขมันในเลือด ป้องกันการอุดตัน ของไขมันในหลอดเลือด

ไตรเตอร์พีนอยด์มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ จะยับยั้งการสังเคราะห์ไขมันคอเลสเตอรอล ช่วยให้ผนังหลอดเลือดไม่มีฝ้าไขมัน หลอดเลือดสะอาด ไหลเวียนดี ความดันไม่สูง หัวใจแข็งแรง

สารไตรเตอร์พีนอยด์บางชนิดร่วมกับ Adenosine และGuanoside ในหลินจือ ช่วยยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด และเส้นใยในหลอดเลือด ทำให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถหลบซ่อนตัวอยู่ในกลุ่มของเกล็ดเลือด มีผลให้ถูกระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายทำลายได้โดยง่าย อีกทั้งมีผลให้ระบบไหลเวียนของเลือดดีขึ้น การอุดตันลดลง ความหนืดของเลือดลดลง นอกจากมีผลต่อความดันเลือดลดลงแล้ว สารอาหาร และยา ยังไปถึงเซลล์มะเร็งได้ง่ายขึ้น

เซลล์มะเร็งนั้น มี enzyme พิเศษ ที่ทำให้เซลล์สามารถแบ่งตัวต่อได้เรื่อยๆ ในปี 1994 มีงานวิจัยของจีน เปิดเผยว่าสารไตรเตอร์พีนอยด์สามารถลดการเกิด enzyme ดังกล่าว ทำให้เซลล์หยุดแบ่งตัวและตายไป

งานวิจัยในญี่ปุ่น พบว่า กรดกาโนเดอริคมีส่วนในการยับยั้งการสื่อสารในระหว่างเซลล์มะเร็ง ที่ทำให้เกิดการแบ่งตัว เมื่อขาดสัญญาณให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัว มะเร็งก็ไม่มีการขยายตัว และตายไปในที่สุด

ในสหรัฐอเมริกา มีการทดลองใช้สารไตรเตอร์พีนอยด์สังเคราะห์ พบว่า สารไตรเตอร์พีนอยด์เป็นตัวกระตุ้นขบวนการรีดอกซ์ (Redox = Reduction Oxidation) ของเซลล์มะเร็ง ทำให้เซลล์เร่งอัตราการเผาไหม้ จนเกิดการหายใจภายในเซลล์ที่เกินต้องการ จนตายไปเองในที่สุด (apoptosis)

การทดลองใช้ไตรเตอร์พีนอยด์ในสัตว์ที่เป็นมะเร็งเต้านมระยะที่ 4 (แพร่ขยายทั่วร่างกาย) ก็ให้ผลดีกว่ายาดอกโซรูปิซิน และเมื่อใช้รักษามะเร็งตับอ่อนก็ได้ผลดีกว่ายาเจมีตาบิน มะเร็งเม็ดเลือดขาวบางชนิดที่ดื้อยาแล้วก็ได้ผลดี โดยพบว่า เนื้อเยื่อรอบตัวเซลล์มะเร็งสร้างเส้นเลือดใหม่ได้น้อยลง ทำให้ขาดเลือด อายุสั้น

ล่าสุดมีรายงานว่า กรดกาโนเดอริค มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง โดยสามารถกระตุ้นเซลล์ภูมิคุ้มกันให้ผลิตเพิ่มสารเคมีที่เรียก อินเตอร์ฟิรอนแกมมา และเซลล์พิฆาต Natural killer cell (NKC)

 

3. เยอรมาเนียม (Germanium) : ออแกนิค เยอรมาเนียม (Organic Germanium) เป็นแร่ธาตุสำคัญที่เพิ่งค้นพบล่าสุด เขียนเป็นสัญลักษณ์ว่า Ge 132 มีลักษณะเด่น คือ เป็นสารกึ่งสื่อไฟฟ้า (Semi conductor) คือ อยู่กึ่งกลางระหว่างโลหะกับอโลหะ ช่วยกำจัดสารพิษและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ในร่างกาย เป็นตัวปรับศักย์ไฟฟ้า ทำให้เม็ดเลือดแดงรับออกซิเจนเพิ่ม 1.5 เท่า เนื้อเยื่อจึงมี ออกซิเจนสำรองเพิ่ม มีผลต่อความอึด อดทนของร่างกาย อีกทั้ง ออกซิเจนที่เกิดขึ้นเป็นปฏิปักษ์กับเซลล์มะเร็ง

จุดเด่นของ Ge มี 4 – 5 ประเด็น คือ 

  1. เป็น Antox ทีมีประสิทธิภาพสูง

  2. เป็นตัวให้ออกซิเจน (Oxygen Catalyst) ในระดับเซลล์

  3. เป็นตัวปรับสมดุล (Adaptogen)

  4. สร้างภูมิคุ้มกันชนิดไม่เฉพาะเจาะจง (Nonspecific Immunity) คือต้านทานเชื้อโรคไม่จำกัดชนิด ทำให้เหนือกว่าวัคซีนเฉพาะโรค

  5. กำจัดโลหะหนัก (Chelation)

ในปี คศ.1866 คลิเมนวิงเลอร์ นักเคมีชาวเยอรมัน เป็นผู้ค้นพบธาตุลำดับที่ 32 นี้ แล้วตั้งชื่อ เพื่อเป็นเกียรติแก่ประเทศว่า เยอรมาเนียม

มีตำนานน้ำพุที่เมืองลอเดส (อยู่ระหว่างฝรั่งเศสกับสเปน) สามารถรักษาโรคได้หลายชนิดอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อนำน้ำมาวิเคราะห์ทางเคมี พบสาร Ge ในความเข้มข้นสูง ทำให้มีการวิจัย Ge อย่างกว้างขวาง

ต่อมาดร.เอไซ วิศวกรเหมืองแร่ชาวญี่ปุ่น สามารถสังเคราะห์สารนี้ได้ในห้องปฏิบัติการเป็นครั้งแรก และใช้กินเพื่อรักษาโรคข้ออักเสบ รูมาตอยด์ของตัวเอง ปรากฏว่าดีขึ้น จนเป็นปกติใน 10 วัน

ในค.ศ.1987 (พ.ศ.2530) เยอรมาเนียมได้รับการพิจารณาคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 6 ตัวยา เพื่อทดลองรักษาโรคเอดส์

Ge ละลายน้ำถูกขับออกทางปัสสาวะ จึงไม่เกิดการตกค้างสะสม มีงานวิจัยที่ทำอย่างมีมาตรฐาน ซึ่งยึดแนวทางของกระทรวง สวัสดิการประเทศญี่ปุ่นอย่างเคร่งครัดยืนยันว่า Ge132 มีความปลอดภัย ถึงแม้จะบริโภคสูงถึงวันละ 10 กรัม ก็ไม่พบอันตราย ไม่เป็นพิษและไม่รบกวนระบบสืบพันธุ์

ความอัศจรรย์ของเยอรมาเนียมที่หลากหลาย ทำให้ถูกตั้งสมญาว่าเป็น “ยาผีบอก” (panacea)

เหตุที่เยอรมาเนียมปรับสมดุลได้ทุกระบบในร่างกายนั้น นักฟิสิกส์อธิบายว่า เพราะมันมีคุณสมบัติเป็นสารกึ่งไฟฟ้า (Semi conductor) มีการหมุนเวียนประจุไฟฟ้าลบ (e) เข้าและออก ทั้งนี้เพราะวงนอกที่ไกลสุดจากนิวเคลียส (Nucleou) ของอะตอมเยอรมาเนียม มี e อยู่ 4 ตัว วิ่งรอบวงเป็นสำคัญ

อะตอมของ Ge มี e 32 ตัว วิ่งรอบแกนกลาง p 32 ตัว + n41 ตัว ซึ่งรวมตัวเป็นนิวเคลียส โดย e วิ่งอยู่เป็นวงรอบนิวเคลียสแบบ 3 มิติ 4 ชั้น โดยจับเป็นคู่ ชั้นในสุดมี e 2 ตัว, ชั้นที่ 2 มี 18 ตัว ชั้นที่ 3 มี 8 ตัว และชั้นนอกสุดมี 4 e หรือ 2 คู่ ชั้นนี้มีนัยสำคัญกับสุขภาพมนุษย์ คือ เป็น e ที่แยกตัวออกไปได้ง่าย อันเป็นคุณสมบัติของเซมิคอนดักเตอร์ หยุดการบ่อนทำลายของอนุมูลอิสระ หรือเป็นสารต้านอนุมูลอิสระนั่นเอง

 

GE เป็น Adaptogen ศจ.นพ.วีกิจ วีรานุวัตร์ เคยกล่าวถึงคุณสมบัติของ Adaptogen โดยยกตัวอย่างผู้มีความดันเลือดสูง ทานเข้าไปจะช่วยให้ลดลง หากความดันต่ำจะทำให้สูงขึ้น แต่ถ้าไม่สูงไม่ต่ำ ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง

Adaptogen จึงหมายถึง ผู้ปรับสมดุลหรือผู้ทำให้ระบบคืนสู่สภาวะปกติให้กับร่างกาย

Dr.Nikola Lazarev ได้ให้คำจำกัดความว่า Adaptogen คือตัวที่ช่วยปรับสภาพร่างกายให้สิ่งมีชีวิต สามารถต่อต้านความเครียด อันมีสาเหตุกดดันจากสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายต่างๆ ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับภาษาแพทย์ที่เรียก Homeostasis

 

เซลล์มีศักย์ไฟฟ้า ตามทฤษฎีควอนตัมชีวะเคมี ซึ่งเป็นวิทยาการฟิสิกซ์แผนใหม่ พบว่าไฮโดรเจน อิออน หรือประจุไฟฟ้าไฮโดรเจน เป็นอิเล็กตรอนที่มีอิทธิพลมากที่สุดในการปรับสมดุลไฟฟ้าภายในร่างกาย

เราทราบและพิสูจน์ได้ว่าในสมองนั้นมีคลื่นไฟฟ้าที่ตรวจวัดได้ เมื่อคลื่นไฟฟ้าในสมองผิดปกติจะเกิดโรคหลายแบบ เช่น ลมบ้าหมู ลมชัก ภาวะสมองฝ่อ ความจำเสื่อม เนื้องอก หรือเลือดออกในสมอง แท้จริงแล้วทุกเซลล์ของร่างกาย ไม่ว่าที่ตับ ไต ไส้ หัวใจ ปอด ผิวหนัง ล้วนแสดงศักย์ทางไฟฟ้าหรือมีสมดุลทางไฟฟ้าทั้งนั้น หากสมดุลทางไฟฟ้าเสียไป ย่อมทำให้เกิดโรคหรือความผิดปกติขึ้น

การที่เยอรมาเนียมอินทรีย์สามารถปรับสมดุลไฟฟ้าได้ จึงช่วยให้หายจากโรค หรือร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์

การที่ Adaptogen Ge เป็น Antox ที่ดีก็อธิบายจากการที่มี e 4 ตัวที่วงนอกของอะตอม โดยมี 1 ตัว พร้อมที่จะหลุดออกจากวงโคจรเพื่อไปจับกับอนุมูลอิสระที่มีแรงรับ (แย่ง) e มากกว่านั่นเอง

 

คุณสมบัติเป็น Adaptogen ของสาร Ge น่าจะใช้อธิบายกลไกปรับศักย์ไฟฟ้าของหลินจือต่อเซลล์มะเร็งได้

ผนังของเซลล์มีศักย์ไฟฟ้า หรือโออาร์พี ORP ของเซลล์จะต่างกัน การอักเสบ สารก่อพิษ การบาดเจ็บ ทำให้ ORP เปลี่ยนแปลงได้ การเปลี่ยนแปลงนี้จะทำให้การทำงานของเซลล์ผิดเพี้ยนไปได้ ปรากฏว่าเซลล์มะเร็งมีศักย์ไฟฟ้าสูงเป็นพิเศษ

Ge ในหลินจือซึ่งมีประจุลบของ e ที่วงนอกของ atom ทำหน้าที่แลกเปลี่ยนให้ ORP ของเซลล์มะเร็งเข้าสู่ปกติ

การที่ศักย์ไฟฟ้าลงสู่ปกติ ทำให้เม็ดเลือดขาวกลืนกิน หรือภูมิต้านทานสามารถเข้าถึงเซลล์มะเร็งและจับทำลายได้

จุดเด่นของหลินจือ คือ เป็นสารที่มีอัตราส่วน (ppm) ของ Ge สูง

การที่มี Ge สูง หมายความว่า เป็น Adaptogen ที่ดี

Adaptogen ที่ดี ย่อมเป็น antox ที่ดีด้วยเสมอ (แ